Demand Gen 101: ทำความรู้จัก Google Demand Gen คืออะไร? พร้อมวิธีใช้งานและแนวทางทำโฆษณาให้ได้ผล

Updated: Aug 28

ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้เริ่มต้นจากการค้นหาเสมอไป ธุรกิจจึงไม่ควรรอให้ลูกค้าเกิด Search Intent แล้วค่อยสื่อสารเพียงอย่างเดียว Google Demand Gen ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในช่วงที่กำลัง Discover และ Consider สินค้าหรือบริการ ผ่านการใช้ Audience Signals, Visual Creative และ Google AI เพื่อสร้างและกระตุ้น Demand ก่อนนำไปสู่ Conversion
บทความ Demand Gen 101 นี้จะพาไปรู้จักว่า Demand Gen คืออะไร ทำงานอย่างไร แตกต่างจาก Search Ads และ Performance Max อย่างไร รวมถึงแนวทางเลือก Audience, Creative, Conversion Goal และการวัดผล เพื่อให้สามารถนำไปวางกลยุทธ์และใช้งาน Demand Gen ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เนื้อหาเยอะไป ! อยากเลือกอ่านเฉพาะบางหัวข้อ :)
Demand Gen คืออะไร
Demand Gen เหมาะกับ Marketing Funnel ช่วงไหน
Demand Gen ทำงานอย่างไร
Demand Gen แสดงโฆษณาบน Placement ใดบ้าง
ความแตกต่าง ระหว่าง Demand Gen กับ Search Ads
ความแตกต่าง ระหว่าง Demand Gen กับ Performance Max
Demand Gen เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
Creative สำคัญอย่างไรกับ Demand Gen
การ Target Audience ใน Demand Gen
Demand Gen ควร Optimize ด้วย Conversion อะไร
แล้วจะใช้ Bidding Strategy แบบไหนดี
Demand Gen ต้องใช้ Budget เท่าไหร่ และวัดผลอย่างไร
KPI ของ Demand Gen วัดผลอย่างไร
7 สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่ม Demand Gen Campaign
Demand Gen กับ Full-Funnel Strategy: ทำงานร่วมกับ Search และ Performance Max อย่างไร
แล้วธุรกิจควรใช้ Demand Gen เมื่อไหร่
สรุป: Demand Gen 101
Demand Gen คืออะไร
Demand Gen คือ Campaign ประเภทหนึ่งของ Google Ads ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงผู้บริโภคผ่านพื้นที่โฆษณาที่มีความเป็น Visual สูง เช่น YouTube, YouTube Shorts, Discover, Gmail และ Google Display Network โดยเน้นการสร้างความสนใจ กระตุ้นการมีส่วนร่วม ไปจนถึงผลักดันให้ผู้ใช้เกิด Action ต่อแบรนด์หรือสินค้า
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ
ถ้า Search Ads ทำหน้าที่จับคนที่กำลังค้นหา ตัว Demand Gen เองก็คือตัวช่วยสร้างความต้องการก่อนที่คนจะค้นหา
ดังนั้น Demand Gen ไม่ใช่แค่ "Campaign ที่เอาไว้สร้าง Awareness" แต่เป็น demand creation + demand capture ใน Visual Surfaces และสามารถ Optimize ไปถึง Conversion ได้
โดย Google ระบุว่า Demand Gen สามารถทำงานบน YouTube, YouTube Shorts, Discover, Gmail และปัจจุบันมีการนำ Google Display Network เข้ามาอยู่ใน ecosystem ของ Demand Gen ด้วย
Demand Gen เหมาะกับ Marketing Funnel ช่วงไหน
Demand Gen สามารถทำงานได้ตั้งแต่ Awareness, Consideration ไปจนถึง Conversion โดยบทบาทของ Campaign ควรพิจารณาจาก Audience, Creative และ Conversion Goal ที่เลือก มากกว่าการมองว่า Demand Gen เป็นเพียง Campaign สำหรับ Top of Funnel
สำหรับช่วง Awareness Demand Gen สามารถใช้เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่และสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ ขณะที่ในช่วง Consideration สามารถนำเสนอ Content หรือข้อเสนอที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้สนใจและพิจารณาสินค้าหรือบริการมากขึ้น และเมื่อมี Conversion Signal ที่เพียงพอและเหมาะสม Campaign ก็สามารถ Optimize ไปยัง Conversion หรือ Conversion Value ได้เช่นกัน
ดังนั้น Demand Gen จึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของ Full-Funnel Strategy ได้ โดยสิ่งสำคัญคือการกำหนด Audience, Creative และ Conversion Goal ให้สอดคล้องกับบทบาทของ Campaign ในแต่ละช่วงของ Customer Journey

Demand Gen ทำงานอย่างไร
Demand Gen ใช้แนวทาง Audience-first และ AI-powered optimization โดยนำข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย, Creative Assets และ Conversion Signals มาประกอบกัน เพื่อช่วยให้ระบบสามารถระบุผู้ใช้ที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าและบริการ รวมถึงปรับการแสดงโฆษณาไปยังผู้ใช้ที่มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ตาม Campaign Goal
การทำงานของ Demand Gen จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงการเลือก Audience หรือสร้างโฆษณาที่น่าสนใจเท่านั้น แต่ต้องออกแบบ Audience + Creative + Conversion Signals ให้สอดคล้องกับ Business Objective เพื่อให้ระบบมีข้อมูลที่เหมาะสมและมากพอสำหรับการ Optimize Campaign ให้ได้ดีอีกด้วย
Audience Signals
โดย Audience Signals คือข้อมูลที่ช่วยให้ตัว Google AI เข้าใจว่าธุรกิจต้องการเข้าถึงผู้ใช้กลุ่มใด โดยสามารถใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น Customer Data, Website Visitors, Custom Segments รวมถึงกลุ่มเป้าหมายตามความสนใจ (Interests) และพฤติกรรม (Behavior)
อย่างไรก็ตาม Audience Signals ไม่ได้หมายความว่าโฆษณาจะถูกจำกัดให้แสดงเฉพาะกลุ่มที่กำหนดเพียงเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็น Signal สำหรับช่วยให้ระบบเริ่มต้นการเรียนรู้และค้นหา Potential Customers ที่มีแนวโน้มจะสนใจสินค้าหรือบริการมากขึ้น
Creative Assets
โดย Creative ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ Demand Gen เลย เนื่องจากตัว Campaign ถูกออกแบบมาเพื่อเข้าถึงผู้ใช้ผ่าน Visual Surfaces ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น YouTube, YouTube Shorts, Discover และ Gmail จึงควรเตรียมทั้ง Image และ Video ในหลากหลาย Format และ Aspect Ratio เพื่อรองรับ Placement ที่แตกต่างกัน
นอกจากจำนวน Asset แล้ว ในด้านความหลากหลายของ Creative Concept และ Messaging ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะช่วยให้ระบบมีตัวเลือกในการจับคู่ Creative กับ Audience และ Placement ที่เหมาะสมมากขึ้น
Conversion Signals
โดย Conversion Signals คือข้อมูลที่บอกกับตัว Google AI ว่า Action ใดที่เราให้ความสำคัญและมีคุณค่าต่อธุรกิจ เช่น Purchase, Lead, Contact หรือการกระทำสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องการให้ผู้ใช้กระทำบนเว็บไซต์
รวมไปถึงการกำหนด Conversion Goal ที่สอดคล้องกับ Business Objective ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะ Campaign ที่ใช้ Smart Bidding เพราะระบบจะนำ Conversion Signals เหล่านี้ไปใช้ในการค้นหาและ Optimize ไปยังผู้ใช้ที่มีแนวโน้มจะสร้างผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่กำหนด
Google AI และ Automated Optimization
โดย Demand Gen นั้นจะใช้ Google AI เพื่อช่วยตัดสินใจและ Optimize การแสดงโฆษณา โดยพิจารณาจาก Signals ต่าง ๆ เช่น Audience, Creative และ Conversion Data เพื่อค้นหา Users, Placements และช่วงเวลาที่มีแนวโน้มจะสร้างผลลัพธ์ตาม Campaign Goal ที่กำหนดไว้
ดังนั้น บทบาทของ Advertiser รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ได้อยู่ที่การควบคุมทุกองค์ประกอบแบบ Manual แต่เป็นการ กำหนด Strategy และจัดเตรียม High-quality Signals ให้กับระบบ เช่น Audience ที่เหมาะสม, Creative ที่หลากหลาย และ Conversion Data ที่มีคุณภาพ เพื่อให้ AI สามารถเรียนรู้และ Optimize Campaign ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยสรุปแล้ว Demand Gen ทำงานจากการผสาน Audience Signals, Creative Assets และ Conversion Signals เข้ากับ Google AI เพื่อค้นหาและเข้าถึงผู้ใช้ที่มีแนวโน้มจะสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการแสดงโฆษณาไปยังกลุ่ม Audience ที่กำหนดไว้เท่านั้นเพียงอย่างเดียว

Demand Gen แสดงโฆษณาบน Placement ใดบ้าง
หนึ่งในจุดเด่นของ Demand Gen คือสามารถเข้าถึงผู้ใช้ผ่านหลาย Placement ที่มีลักษณะคล้ายกับ Social Media Advertising
1. YouTube
Demand Gen สามารถแสดงโฆษณาบน YouTube ได้หลายพื้นที่ เช่น YouTube In-Feed และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการรับชม Video รวมถึง YouTube Shorts
จุดนี้ทำให้ Demand Gen เหมาะกับแบรนด์ที่มี Video Content และต้องการนำ Video มาใช้เพื่อสร้าง Demand
2. YouTube Shorts
Short-form Video เป็นอีกหนึ่ง Format ที่เหมาะกับการสร้าง Awareness และ Discovery เนื่องจากผู้ใช้สามารถพบ Content ใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจสามารถนำ Vertical Video มาใช้กับ Shorts เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการทำโฆษณาบน Social Media
3. Google Discover
Discover เป็น Feed ที่นำเสนอ Content ตามความสนใจของผู้ใช้งาน จึงเหมาะกับการนำ Image และข้อความที่น่าสนใจมาใช้เพื่อดึงดูด Attention
4. Gmail
Demand Gen สามารถเข้าถึงผู้ใช้ใน Gmail ได้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการค้นพบ Content และข้อเสนอใหม่ ๆ
5. Google Display Network
Google ระบุว่าตั้งแต่ June 2026 มีการทยอยเปิด Migration Tool สำหรับ Google Display Ads และนำ GDN inventory เข้ามาอยู่ใน Demand Gen มากขึ้น
ดังนั้น Demand Gen ในปัจจุบันจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ YouTube หรือ Discover อีกต่อไปแล้ว แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งใน Campaign สำคัญสำหรับ Visual Advertising Ecosystem ของทาง Google เองด้วย

Demand Gen ต่างจาก Search Ads อย่างไร?
แม้ Demand Gen และ Search Ads จะสามารถใช้เพื่อสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจเดียวกันได้ แต่ทั้งสองมีความแตกต่างในด้าน พฤติกรรมของผู้ใช้ รูปแบบการนำเสนอ และตำแหน่งที่โฆษณาปรากฏ ดังนั้น การเลือกใช้จึงควรพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละ Campaign
ความแตกต่างด้าน User Intent
Search Ads ทำงานกับผู้ใช้ที่มี Search Intent ชัดเจน และกำลังค้นหาสินค้าหรือบริการอยู่ ขณะที่ Demand Gen เข้าถึงผู้ใช้ในช่วงที่ยังไม่ได้ค้นหาโดยตรง แต่มีแนวโน้มหรือความสนใจที่สอดคล้องกับข้อเสนอของแบรนด์
ความแตกต่างด้าน Placement และ Creative
Search Ads เน้นข้อความที่ตอบโจทย์ คำค้นหาและความต้องการของผู้ใช้โดยตรง ขณะที่ Demand Gen เน้น Visual Creative เช่น Image และ Video เพื่อดึงดูดความสนใจบนพื้นที่ที่ผู้ใช้กำลัง Browse หรือ Discover Content
ความแตกต่างด้าน Customer Journey
Search Ads เหมาะกับผู้ใช้ที่อยู่ในช่วง Consideration ถึง Conversion ซึ่งมีความต้องการค่อนข้างชัดเจนแล้ว ส่วน Demand Gen เหมาะกับการสร้าง Awareness และกระตุ้น Consideration ตั้งแต่ช่วงต้นของ Customer Journey ก่อนที่ผู้ใช้จะเกิด Search Intent ที่ชัดเจน
ตารางเปรียบเทียบระหว่าง Demand Gen และ Search Ads
Demand Gen | Search Ads | |
คนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ หรือยังไม่เคยแสดงความสนใจ | กลุ่มเป้าหมาย | คนที่กำลังค้นหาสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว |
เจตนาไม่ชัดเจน ยังไม่ได้มองหาสินค้าโดยตรง รวมถึงสร้าง/กระตุ้น Demand | เจตนา (Intent) | เจตนาชัดเจน ต้องการข้อมูล/เปรียบเทียบ/ซื้อ จับ Existing Demand |
YouTube, YouTube Shorts, Google Discover, Gmail และเครือข่าย Google Display | ตำแหน่งโฆษณา | หน้า Search Results ของ Google |
ภาพ/วิดีโอ/คอนเทนต์น่าสนใจ เน้นการเล่าเรื่อง | รูปแบบโฆษณา | ข้อความ (Text Ad) เน้นข้อความที่ตอบโจทย์การค้นหา |
สร้าง Demand และกระตุ้นความสนใจ | เป้าหมายหลัก | จับ Demand ที่มีอยู่แล้ว |
เน้นการมีส่วนร่วม (Engagement), การรับรู้, การเข้าชมเว็บไซต์ | การวัดผล | เน้นคลิกที่มีคุณภาพ (High Intent), Conversion, ROAS |
ช่วงต้นของเส้นทางลูกค้า (Top-Bottom of Funnel) | Customer Journey | ช่วงกลางถึงปลายของเส้นทางลูกค้า (Middle–Bottom of Funnel) |
Audience + AI | วิธีการเข้าถึง | Search Query |
Demand Gen สามารถทำงานได้หลายระดับของ Funnel ตั้งแต่ Awareness และ Consideration ไปจนถึง Conversion ขึ้นอยู่กับ Campaign Objective, Audience, Conversion Goal และ Bidding Strategy

Demand Gen ต่างจาก Performance Max อย่างไร
คำถามนี้เป็นหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุด เพราะทั้ง Demand Gen และ Performance Max นั้นใช้ Google AI และสามารถ Optimize เพื่อ Conversion ได้เหมือนกัน แต่ตัว Objective ของทั้งสอง Campaign นั้นมีความแตกต่างกันพอสมควรดังนี้
Campaign | จุดเด่น | เหมาะกับ |
Demand Gen | สร้าง Demand + Visual Discovery | Awareness, Consideration และ Conversion |
Performance Max | Maximize Conversion | ธุรกิจที่ต้องการ Conversion จากหลาย Google Channels |
Demand Gen เน้น Audience & Creative
โดย Demand Gen ถูกออกแบบมาเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่าน Audience Signals และ Visual Creative โดยเน้นการสร้างความสนใจและกระตุ้น Demand ในช่วง Awareness และ Consideration เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงผู้ใช้ก่อนเกิด Search Intent ที่ชัดเจน
Performance Max เน้น Conversion
โดย Performance Max ใช้ AI และ Machine Learning เพื่อค้นหาผู้ใช้ที่มีแนวโน้มทำ Conversion และกระจายโฆษณาไปยังช่องทางต่าง ๆ ของ Google โดยเน้นการเพิ่ม Conversions หรือ Conversion Value ตามเป้าหมายที่กำหนด
Demand Gen ไม่ได้หมายความว่า ไม่เน้น Conversion
Demand Gen ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแทน Search หรือ PMax แต่มีบทบาทต่างกันใน Customer Journey
Demand Gen | Performance Max | |
Core Role | สร้างและกระตุ้น Demand | ขยาย Conversion |
Inventory | Visual-focused | Google inventory หลายประเภท |
Creative | Image / Video-centric | Asset-based |
Audience | Audience-driven | AI-driven |
Primary Use | Discovery → Consideration → Conversion | Conversion / Value |
เหมาะกับ | New Demand / Visual Storytelling | Performance & Conversion |
ควรใช้ Demand Gen หรือ Performance Max
การเลือกใช้ควรพิจารณาจาก Marketing Objective และ Customer Journey เป็นหลัก หากต้องการสร้าง Demand และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ Demand Gen จะเหมาะกว่า ขณะที่หากมี Conversion Data เพียงพอและต้องการเน้นผลลัพธ์ด้าน Sales หรือ Conversion Value Performance Max จะตอบโจทย์มากกว่า ทั้งสอง Campaign ยังสามารถใช้ร่วมกันเพื่อรองรับผู้ใช้ตั้งแต่ช่วง Discovery ไปจนถึง Conversion ได้อีกด้วย

Demand Gen เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
Demand Gen สามารถนำไปใช้ได้กับธุรกิจหลายประเภท แต่จะมีประโยชน์เป็นพิเศษสำหรับธุรกิจที่ต้องใช้ Visual และ Storytelling เพื่อสร้างการรับรู้เป็นอันดับแรก และกระตุ้นความสนใจให้เกิดความต้องการ ก่อนนำไปสู่ขั้นตอนการพิจารณาและการซื้อในอนาคต
ธุรกิจที่ต้องการสร้าง Demand และเข้าถึง New Audience
Demand Gen เหมาะกับธุรกิจที่คนอาจจะยังไม่รู้จัก Product หรือ Service แต่ต้องการ สร้างความต้องการในกลุ่ม Potential/New Customers เช่น การเปิดตัวสินค้าใหม่ การทำตลาดในตลาดใหม่ หรือการสร้าง Awareness ให้กับ Product ที่ยังมี Search Demand จำกัด
ธุรกิจที่มี Search Volume จำกัด
Demand Gen อาจเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างความสนใจในกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้มี Search Intent ชัดเจนนัก รวมถึงธุรกิจที่อยู่ใน Niche Market หรือมี Search Volume ที่ค่อนข้างจำกัด เพราะการพึ่งพา Search Ads เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะมีข้อจำกัดด้านจำนวนผู้ค้นหา ในขณะที่ Demand Gen สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่าน Audience Signals และ Visual Content ได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ใช้ค้นหาด้วย Keyword ก่อน
ธุรกิจที่มี Visual Creative และ Value Proposition ชัดเจน
หากธุรกิจสามารถนำเสนอ Product, Experience หรือ Brand Value ผ่าน Image และ Video ได้อย่างโดดเด่น Demand Gen สามารถช่วยนำ Creative เหล่านี้ไปเข้าถึงผู้ใช้ในช่วง Discovery และ Consideration ก่อนเข้าสู่ Conversion Funnel เช่น ธุรกิจ Hospitality, ธุรกิจ Fitness & Wellness, ธุรกิจ Education & Tutor และ ธุรกิจ Retail & E-Commerce เป็นต้น
ธุรกิจที่มี Conversion Data และต้องการขยาย Funnel
เมื่อธุรกิจมี Conversion Tracking และ Performance Data ที่มีคุณภาพ Demand Gen สามารถทำงานร่วมกับ Search และ Performance Max เพื่อขยายจากกลุ่มที่มี Intent อยู่แล้วไปยัง Potential Customers ใหม่ และสร้าง Demand ที่สามารถส่งต่อไปยัง Conversion ในขั้นถัดไปได้

Demand Gen ใช้ Ad Format อะไรได้บ้าง?
Demand Gen รองรับทั้ง Image และ Video Assets ทำให้ Advertiser สามารถออกแบบ Campaign ได้คล้ายกับการทำ Social Media Advertising
Image Ads
สำหรับ Image Ads Google แนะนำให้เตรียมภาพหลาย Format เช่น
Landscape สัดส่วน 1.91:1
Square สัดส่วน 1:1
Vertical สัดส่วน 4:5
Logo สัดส่วน 1:1
โดยขนาดที่ Google แนะนำสำหรับภาพ Landscape คือ 1200 × 628 pixels, Square คือ 1200 × 1200 pixels และ Vertical คือ 960 × 1200 pixels
Video Ads
สำหรับ Video สามารถใช้ได้ทั้ง
Horizontal สัดส่วน 16:9
Vertical สัดส่วน 9:16
Square สัดส่วน 1:1
สำหรับ Video ควรเตรียมหลาย Aspect Ratios เช่น 16:9, 9:16 และ 1:1 เพื่อให้สามารถนำไปใช้กับ Placement ที่หลากหลายได้ โดยควรเลือกความยาวและรูปแบบของ Video ให้เหมาะกับ Message, Creative Concept และ Placement มากกว่าการยึดติดกับความยาวเพียงช่วงเดียว
Google เองเน้นให้ใช้ ทั้ง Video และ Image และมี Creative ที่หลากหลายเพื่อเปิดโอกาสให้ระบบหา Creative/Format ที่เหมาะกับผู้ใช้มากขึ้น
Product Feed Ads
สำหรับธุรกิจ E-commerce สามารถเชื่อม Product Feed เข้ากับ Demand Gen เพื่อให้ระบบนำข้อมูลสินค้า เช่น รูปภาพ ชื่อสินค้า ราคา และรายละเอียด มาใช้ประกอบการแสดงโฆษณา ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเห็นสินค้าและข้อมูลสำคัญได้ตั้งแต่ขั้นตอน Discovery และพิจารณาสินค้าได้ง่ายขึ้น
Creative Format ที่ควรเตรียม
ควรเตรียม Image, Video และ Product Assets ให้หลากหลายทั้งในด้าน Format, Aspect Ratio และ Creative Concept เพื่อรองรับ Placement ที่แตกต่างกัน และเปิดโอกาสให้ Google AI สามารถเลือก Asset ที่เหมาะกับ Audience และบริบทของการแสดงผล ได้มากขึ้น
ในเชิงกลยุทธ์ ไม่ควรเปลี่ยนเพียงขนาดของ Creative แต่ควรทดสอบ Hook, Message, Visual และ Value Proposition ที่แตกต่างกัน เพื่อค้นหา Creative ที่สามารถสร้าง Engagement และ Conversion ได้ดีที่สุด
มาดู Ad Format และ Placement ที่รองรับสำหรับ Demand Gen
Placement | Product Feed Only | Image Only | Image + Product Feed | Video Only | Video + Product Feed | Uploaded Display Ads (Static & HTML5) |
YouTube Shorts | ✅ | ✅ | ❌ | ✅ | ✅ | ❌ |
YouTube In-stream | ❌ | ❌ | ❌ | ✅ | ✅ | ❌ |
YouTube Home | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ❌ |
YouTube Search | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ❌ |
YouTube Watch Next | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ❌ |
Gmail | ✅ | ✅ | ❌ | ❌ | ❌ | ❌ |
Google Discover | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ❌ | ❌ |
Google Video Partners | ❌ | ❌ | ❌ | ✅ | ✅ | ❌ |
Google Display Network | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ |
หมายเหตุ: ✅ = รองรับการแสดงผล | ❌ = ไม่รองรับการแสดงผล

Creative สำคัญอย่างไรกับ Demand Gen
Demand Gen แตกต่างจาก Search Ads ตรงที่ Creative เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการดึงความสนใจของผู้ใช้ เพราะผู้ใช้ไม่ได้กำลังค้นหาสินค้าหรือบริการโดยตรง แต่กำลัง Browse หรือ Discover Content อื่นอยู่ ดังนั้น Creative จึงต้องสามารถ หยุด Attention, สื่อสาร Message และสร้าง Interest ได้ภายในเวลาอันสั้น
โดยแนวทางสำคัญในการวาง Creative Strategy สำหรับ Demand Gen ได้แก่
1. ใช้ Visual ที่หยุด Attention
เลือกภาพหรือวิดีโอที่สามารถสื่อ Product, Experience หรือ Key Benefit ได้ทันที และควรหลีกเลี่ยง Visual ที่มีองค์ประกอบหรือข้อความมากเกินไปจนทำให้ Message หลักไม่ชัดเจน
2. Message ต้องเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
ผู้ใช้ควรเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่า แบรนด์คืออะไร นำเสนออะไร และมี Value Proposition อะไร โดยควรจัดลำดับ Message ให้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรกของ Creative
3. ใช้ Video ร่วมกับ Image
ควรเตรียมทั้ง Video และ Image Assets เพื่อเพิ่มความหลากหลายของ Creative และเปิดโอกาสให้ระบบเลือก Format ที่เหมาะสมกับ Audience และ Placement แต่ละประเภท
4. ออกแบบ Creative ให้เหมาะกับ Placement
ควรเตรียม Creative ใน Aspect Ratio และ Format ที่หลากหลาย เช่น Landscape, Square และ Vertical เพื่อให้สามารถแสดงผลได้เหมาะสมกับแต่ละ Placement และอุปกรณ์ของผู้ใช้
5. ทดสอบ Creative จากหลาย Concept
ไม่ควรทดสอบเฉพาะรูปแบบของภาพ แต่ควรทดสอบ Creative Concept, Hook, Message, Offer และ Value Proposition เพื่อค้นหาว่าแนวทางใดสามารถสร้าง User Response ได้ดีที่สุด
6. Repurpose Creative ที่เคย Performance ดี
สามารถนำ Creative จาก Meta, YouTube หรือ Campaign อื่นที่มี Performance ดี มา Adapt สำหรับ Demand Gen ได้ โดยปรับ Format, Messaging และ CTA ให้เหมาะกับบริบทของ Google และ Placement ที่ต้องการ
7. อย่าดู Ad Strength เป็น KPI หลัก
Ad Strength เป็นตัวช่วยประเมินความหลากหลายและความพร้อมของ Asset แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวชี้วัด Performance โดยตรง ควรพิจารณา CTR, Conversion Rate, Cost per Conversion และ Conversion Value ร่วมกับ Business KPI เพื่อประเมินว่า Creative สร้างผลลัพธ์ได้จริงหรือไม่

การ Target Audience ใน Demand Gen
อีกหนึ่งจุดเด่นของ Demand Gen คือการใช้ Audience Signals เพื่อช่วยให้ Google AI เข้าใจบริบทของกลุ่มเป้าหมายที่ธุรกิจต้องการเข้าถึง โดยสามารถนำข้อมูลจาก First-party Data, Custom Segments และ Audience Signals มาประกอบการวางแผน เพื่อค้นหาผู้ใช้ที่มีแนวโน้มสนใจหรือทำ Conversion ตามเป้าหมายของ Campaign
Prospecting Audience
กลุ่มผู้ใช้ใหม่ที่ยังไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจ เหมาะสำหรับการสร้าง Awareness และ Demand โดยใช้ Audience Signals เป็นข้อมูลตั้งต้นให้ระบบค้นหาผู้ใช้ที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าและบริการ
Custom Segments
กลุ่มเป้าหมายที่กำหนดจาก Search Terms, Keywords, URLs หรือ Apps ที่เกี่ยวข้องกับความสนใจและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ช่วยให้สามารถส่งสัญญาณไปยัง Google ว่าต้องการเข้าถึงผู้ใช้ที่มี Intent หรือ Interest ในหัวข้อใด
Website Visitors & Customer Data
ใช้ First-party Data เช่น Website Visitors หรือ Customer Lists เพื่อสร้าง Audience จากผู้ที่เคยมี Interaction กับธุรกิจ เหมาะสำหรับการนำข้อมูลเดิมมาต่อยอดทั้ง Prospecting และ Retargeting
Lookalike / Similar Audience Solutions
ใช้ข้อมูลจากกลุ่ม Audience ที่มีคุณภาพ เช่น ลูกค้าที่เคย Conversion เพื่อช่วยค้นหาผู้ใช้ใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณา Audience Solution ที่ Google รองรับใน Campaign และตลาดที่ใช้งาน เนื่องจากรูปแบบ Similar Audience ของ Google มีการเปลี่ยนแปลงตามผลิตภัณฑ์และนโยบาย
Remarketing Audience
กลุ่มผู้ใช้ที่เคยมี Interaction กับธุรกิจ เช่น Website Visitors หรือผู้ที่เคยดู Content เพื่อสื่อสารต่อเนื่องตาม Customer Journey และกระตุ้นให้กลับมาทำ Conversion โดยควรออกแบบ Message ให้แตกต่างจากการสื่อสารกับ New Audience เพื่อให้เหมาะกับระดับ Intent ของผู้ใช้
การเลือก Audience ควรสัมพันธ์กับ Marketing Funnel ด้วย
Funnel Stage | เป้าหมาย | กลุ่มเป้าหมาย (Audience) | แนวทางการทำงาน |
Prospecting | หาลูกค้าใหม่ที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ | กลุ่มลูกค้าใหม่ที่มี Potential | เข้าถึงผู้ใช้งานที่ยังไม่เคยมี Interaction กับแบรนด์ |
Consideration | สร้างความสนใจและกระตุ้นการพิจารณา | ผู้ที่มีความสนใจใกล้เคียงกับ Product | ใช้ Audience ที่มี Interest หรือพฤติกรรมใกล้เคียงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย |
Remarketing | กระตุ้นผู้ที่เคยมี Interaction ให้กลับมาพิจารณาอีกครั้ง | ผู้ที่เคยเข้า Website หรือมี Engagement กับแบรนด์ | สื่อสารกับกลุ่มที่มีความสนใจในแบรนด์อยู่แล้ว เพื่อเพิ่มโอกาสเกิด Conversion |
Conversion | กระตุ้นให้ผู้ใช้ทำ Action ที่ต้องการ | ผู้ที่มี Intent สูงหรือเคยแสดงพฤติกรรมสำคัญ | ใช้ Conversion Signals และ Audience Data เพื่อช่วยให้ระบบโฟกัสผู้ใช้ที่มีแนวโน้มเกิด Conversion |
💡 ข้อควรระวังในการทำ Audience ไม่ควรสร้าง Audience หรือ Ad Group จำนวนมากเกินไปตั้งแต่เริ่มต้น เพราะ Campaign ต้องการ Conversion Signal ที่เพียงพอ เพื่อให้ระบบสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย และนำข้อมูลไป Optimize Campaign ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Demand Gen ควร Optimize ด้วย Conversion อะไร
การเลือก Conversion สำหรับ Demand Gen ควรพิจารณาจาก Business Objective และ Customer Journey เป็นหลัก เพราะ Conversion ที่ส่งให้ระบบใช้ Optimize จะเป็นสัญญาณสำคัญในการช่วยให้ Google AI ค้นหาผู้ใช้ที่มีแนวโน้มทำ Action ตามเป้าหมายของ Campaign ดังนั้นจึงไม่ควรเลือก Conversion ที่เกิดง่ายเพียงอย่างเดียว แต่ควรเลือก Event ที่สะท้อน Business Value ได้มากที่สุด
เลือก Conversion Event อย่างไร
เลือก Conversion Goal ให้ตรงกับ Business Objective
เช่น Purchase, Lead หรือ Booking หากเป้าหมายคือยอดขาย ควร Optimize ไปยัง Conversion ที่ใกล้กับ Revenue มากที่สุด เพื่อให้ระบบเรียนรู้จาก User Signals ที่มีคุณค่าต่อธุรกิจ
Primary Conversion vs Secondary Conversion
โดย Primary Conversion คือ Conversion ที่ใช้เป็นเป้าหมายหลักในการ Optimize และ Bidding ส่วน Secondary Conversion ใช้สำหรับการวัดผลหรือวิเคราะห์ Customer Journey โดยไม่ควรนำ Event ที่มี Business Value ต่ำมาปะปนกับ Primary Conversion หากไม่ได้ต้องการให้ระบบ Optimize ไปยัง Event นั้น
ตัวอย่าง Customer Journey สำหรับธุรกิจ Hospitality
Page View → View Room → Check Availability → Begin Booking → Purchase
หาก Purchase หรือ Booking เกิดน้อยเกินไป อาจพิจารณา Conversion ที่อยู่ก่อนหน้าใน Customer Journey ซึ่งยังสะท้อน Intent ได้ เช่น Begin Checkout หรือ Qualified Lead แต่ควรเลือก Event ที่มีความสัมพันธ์กับ Business Outcome มากกว่าการเลือก Event ที่เกิดง่ายที่สุด
Conversion Volume สำคัญอย่างไรต่อ Smart Bidding
Smart Bidding ต้องอาศัย Conversion Signals และ Historical Data เพื่อเรียนรู้ว่าผู้ใช้ประเภทใดมีแนวโน้มทำ Conversion หาก Conversion เกิดน้อยเกินไป ระบบอาจมีข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับการ Optimize ทำให้ Performance ใช้เวลานานขึ้นในการเรียนรู้และมีความผันผวนมากขึ้น
Google ระบุว่า Conversion Volume เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของ Smart Bidding และให้แนวทางว่าการมีประมาณ 50 Conversion Events สามารถช่วยสร้างพื้นฐานข้อมูลสำหรับการเรียนรู้ของระบบได้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวควรมองเป็น แนวทาง ไม่ใช่กฎตายตัว เพราะ Conversion Volume ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ Campaign, Conversion Goal, Bid Strategy และระยะเวลาที่มีข้อมูล
กรณี Conversion หลัก เกิดยากควรทำอย่างไร
หาก Conversion หลัก หรือ Primary Conversion เช่น Purchase หรือ Booking เกิดน้อย ควรพิจารณาใช้ Conversion Event ที่เกิดบ่อยกว่าแต่ยังมีความสัมพันธ์กับ Business Objective เช่น Begin Checkout, Qualified Lead หรือ Product Engagement เป็นสัญญาณในช่วงแรก แล้วค่อยขยับไปยัง Conversion ที่มี Business Value สูงขึ้นเมื่อมี Data เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลือก Event เพียงเพราะเกิดง่าย เพราะหาก Event ดังกล่าวไม่ได้สะท้อน User Intent ที่มีคุณภาพ ระบบอาจเรียนรู้เพื่อหาผู้ใช้ที่ทำ Event ได้ง่าย แต่ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะเกิด Conversion หรือสร้าง Revenue จริง

แล้วจะใช้ Bidding Strategy แบบไหนดี
หลังจากกำหนด Conversion Goal และเลือก Conversion Event ที่ต้องการให้ระบบ Optimize แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเลือก Bidding Strategy ให้สอดคล้องกับ Business Objective ของ Campaign โดย Demand Gen มีทั้งกลยุทธ์ที่เน้น Conversion Volume, Conversion Efficiency, Conversion Value และ Clicks ดังนั้นไม่มี Bidding Strategy แบบใดที่เหมาะกับทุก Campaign การเลือกควรพิจารณาจากเป้าหมายทางธุรกิจ, Conversion Data และความพร้อมของ Conversion Value เป็นหลัก
Maximize Conversions
Maximize Conversions เหมาะสำหรับ Campaign ที่ต้องการเพิ่มจำนวน Conversion ให้ได้มากที่สุดภายใต้ Budget ที่กำหนด โดยไม่กำหนด CPA เป้าหมาย ระบบจะใช้ Google AI ประเมินโอกาสเกิด Conversion ในแต่ละ Auction และปรับ Bid เพื่อพยายามสร้าง Conversion Volume ให้มากที่สุด
เหมาะกับกรณีที่:
เป้าหมายหลักคือ เพิ่มจำนวน Conversion
Conversion แต่ละรายการมี Business Value ใกล้เคียงกัน
ยังไม่มี CPA Target ที่ชัดเจน
ต้องการเริ่มจากการให้ระบบเรียนรู้ Conversion Volume ก่อนกำหนด Efficiency Target
ตัวอย่าง:
หากธุรกิจต้องการเพิ่มจำนวน Lead หรือ Booking ให้ได้มากที่สุดภายใต้ Budget ที่มีอยู่ และไม่ได้กำหนด CPA ที่ต้องการอย่างเข้มงวด อาจเริ่มจาก Maximize Conversions แล้วใช้ข้อมูล Performance ที่ได้เพื่อประเมิน CPA ที่เหมาะสมต่อไป
Maximize Conversions เน้น “ได้ Conversion ให้มากที่สุด” ไม่ใช่ “ได้ Conversion ที่ CPA ต่ำที่สุดเสมอไป”
Target CPA
Target CPA เหมาะสำหรับ Campaign ที่ต้องการสร้าง Conversion พร้อมควบคุม Cost per Acquisition ให้อยู่ใกล้กับ CPA เป้าหมายที่กำหนด โดยระบบจะปรับ Bid ตามโอกาสที่ผู้ใช้แต่ละรายจะทำ Conversion
เหมาะกับกรณีที่:
มี CPA เป้าหมายที่ชัดเจน
Conversion มี Business Value ใกล้เคียงกัน
มี Conversion Data เพียงพอสำหรับการ Optimize
ต้องการให้ Campaign ให้ความสำคัญกับ Efficiency มากกว่า Volume เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่าง:
หากธุรกิจต้องการสร้าง Qualified Lead โดยมี CPA เป้าหมายประมาณ 1,000 บาท สามารถใช้ Target CPA เพื่อให้ระบบพยายามหาจำนวน Conversion ภายใต้ Cost Efficiency ที่ต้องการ
อย่างไรก็ตาม หากกำหนด Target CPA ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับสภาพตลาดหรือ Performance ที่ Campaign สามารถทำได้ อาจทำให้ Delivery และ Conversion Volume ลดลงได้ ดังนั้น Target CPA ควรสอดคล้องกับ Historical Performance และ Business Goal
Target CPA เน้น “ได้ Conversion ตาม Cost Efficiency ที่ต้องการ”
Maximize Conversions Value
Maximize Conversion Value เหมาะสำหรับธุรกิจที่ Conversion แต่ละรายการมีมูลค่าไม่เท่ากัน และต้องการให้ระบบ Optimize เพื่อสร้าง Conversion Value รวมให้ได้มากที่สุดภายใต้ Budget โดยไม่กำหนด ROAS Target
จุดสำคัญคือ Campaign ต้องมีการส่ง Conversion Value ที่สะท้อนมูลค่าของแต่ละ Conversion อย่างเหมาะสม
ตัวอย่างธุรกิจโรงแรม
ตัวอย่าง:
Booking A = ฿3,000
Booking B = ฿8,000
Booking C = ฿20,000
หากใช้ Maximize Conversions ระบบจะให้ความสำคัญกับการสร้าง จำนวน Booking แต่หากใช้ Maximize Conversion Value ระบบจะพยายามหา Conversion ที่มีแนวโน้มสร้าง Value สูงกว่า ด้วย
เหมาะกับธุรกิจที่:
ต้องการ Optimize จาก Revenue หรือ Conversion Value มากกว่าการนับจำนวน Conversion เพียงอย่างเดียว เช่น:
Hotel Booking
E-commerce
Travel
Lead Generation ที่แต่ละ Lead มีมูลค่า Value ที่แตกต่างกัน
Maximize Conversion Value เน้น “สร้าง Conversion Value ให้มากที่สุด”
Target ROAS
เหมาะสำหรับ Campaign ที่ต้องการ Optimize เพื่อ Conversion Value พร้อมกำหนด Return on Ad Spend (ROAS) เป้าหมายที่ต้องการ โดยระบบจะพยายามหาสมดุลระหว่าง Conversion Value และ Ad Spend ตาม Target ROAS ที่กำหนด
ตัวอย่างเช่น หากกำหนด Target ROAS ที่ 500% ระบบจะพยายาม Optimize เพื่อสร้าง Conversion Value โดยมีเป้าหมายให้ผลตอบแทนจากค่าโฆษณาอยู่ใกล้กับระดับที่กำหนด
เหมาะกับธุรกิจที่:
มี Conversion Value ที่ถูกส่งเข้า Google Ads อย่างถูกต้อง
มี Revenue หรือมูลค่าของ Conversion ที่วัดได้
มี ROAS Target ที่ชัดเจน
ต้องการให้ Campaign ให้ความสำคัญกับ Value + Efficiency
ตัวอย่าง:
หาก Booking มูลค่า ฿10,000 และ Ad Spend ฿2,000:
ROAS = 500%
ดังนั้น Target ROAS อาจถูกนำมาใช้เมื่อธุรกิจไม่ได้ต้องการเพียง “จำนวน Booking” หรือ “Revenue สูงสุด” แต่ต้องการให้ Revenue ที่ได้มีความสัมพันธ์กับค่าโฆษณาตาม Efficiency Target ที่กำหนด
Target ROAS เน้น “สร้าง Conversion Value ตาม Return ที่ต้องการ”
Maximize Clicks / Target CPC
Maximize Clicks และ Target CPC เป็นกลยุทธ์ที่เน้น Clicks และ Website Traffic มากกว่า Conversion Efficiency โดย Maximize Clicks จะพยายามสร้างจำนวน Clicks ให้มากที่สุดภายใต้ Budget ส่วน Target CPC จะพยายามสร้าง Clicks โดยควบคุม Average CPC ให้อยู่ใกล้กับ Target CPC ที่กำหนด
Maximize Clicks เหมาะกับ:
Campaign ที่มีเป้าหมายหลักคือ Traffic
ยังไม่มี Conversion Data เพียงพอ
ต้องการสร้าง Click Volume เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม
Target CPC เหมาะกับ:
ต้องการ Traffic แต่มี CPC เป้าหมายที่ต้องการควบคุม
ต้องการให้ Average CPC อยู่ใกล้ระดับที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม หาก Business Objective หลักคือ Conversion ไม่ควรเลือก Click-based Bidding เพียงเพราะสามารถสร้าง Click Volume ได้ง่ายกว่า เพราะ Google ระบุว่า Click-based bidding ไม่ควรใช้เพื่อ Conversion Efficiency และควรใช้เมื่อเป้าหมายหลักของ Campaign คือ Clicks/Traffic เท่านั้น
Maximize Clicks / Target CPC เน้นจำนวน “Traffic” มากกว่าจำนวน “Conversion”
ตารางสรุปสำหรับ Bidding Strategy เลือกให้ดีไม่งั้นแคมเปญอาจจะพังได้
Bidding Strategy | เป้าหมายหลัก | เหมาะกับ | ต้องมี Conversion Value? |
Maximize Conversions | เพิ่มจำนวน Conversion | Lead / Booking / Purchase | ไม่จำเป็น |
Target CPA | Conversion + ควบคุม CPA | Lead / Booking | ไม่จำเป็น |
Maximize Conversion Value | เพิ่ม Conversion Value | Hotel / E-commerce / Travel | ต้องมี |
Target ROAS | Value + ROAS Efficiency | E-commerce / Hotel / Travel | ต้องมี |
Maximize Clicks | เพิ่ม Clicks | Traffic | ไม่จำเป็น |
Target CPC | Clicks + ควบคุม CPC | Traffic | ไม่จำเป็น |
โดยทางGoogle เองแบ่ง Demand Gen bidding ออกเป็น Efficiency-based, Volume-based และ Click-based bidding ซึ่งตารางนี้สามารถช่วยให้ผู้อ่านเห็นความแตกต่างได้ทันที

Demand Gen ต้องใช้ Budget เท่าไหร่ และวัดผลอย่างไร
ควรกำหนด Budget อย่างไร
ไม่มี Budget เดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นอยู่กับ Audience Size, Market, Competition, Conversion Rate และ CPA/ROAS Target โดยสิ่งสำคัญกว่าการกำหนด Budget ต่ำหรือสูง คือการทำให้ Budget มีความสัมพันธ์กับ Conversion Goal
Budget มีผลต่อ Smart Bidding อย่างไร
Google มีแนวทางให้พิจารณา Budget โดยควรมีขนาดเพียงพอเมื่อเทียบกับ Target CPA เพื่อให้ Smart Bidding มีโอกาสสร้าง Conversion ได้อย่างต่อเนื่อง โดยในบางแนวทางของ Google มีการใช้ระดับประมาณ 10 เท่าของ Target CPA เป็นจุดอ้างอิงสำหรับ Daily Budget
ตัวอย่างเช่น หาก Target CPA อยู่ที่ 500 บาท การมี Daily Budget ประมาณ 5,000 บาทจะเปิดพื้นที่ให้ระบบสามารถเข้าร่วม Auction และค้นหา Conversion Opportunities ได้มากกว่า Budget ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับ CPA Target
10x Target CPA เป็นกฎตายตัวหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 10x Target CPA ควรมองเป็น แนวทางในการวาง Budget ไม่ใช่กฎตายตัว เพราะ Budget ที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับ Conversion Volume, Audience Size, Competition, Conversion Rate และ Business Objective ของแต่ละ Campaign มากกว่าอยู่ดี
นอกจากนี้ การเพิ่ม Budget เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นการการันตีหรือประกันว่า Performance จะดีขึ้น หาก Conversion Signals, Audience หรือ Creative ยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ ดังนั้นควรพิจารณา Budget ร่วมกับ CPA, Conversion Volume, Conversion Rate และ Conversion Value มากกว่าการโฟกัสดูเพียงจำนวนเงินที่ใช้ต่อวัน
KPI ของ Demand Gen วัดผลอย่างไร
การวัดผลของ Demand Gen ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับ Campaign Objective และ Funnel Stage ซึ่งไม่มีกฎตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ และไม่ควรดูเพียง Click หรือ CTR เท่านั้น เพราะบทบาทของ Demand Gen คือการสร้าง Demand และผลักดันผู้ใส่ไปสู่จุดที่เกิด Conversion
ซึ่งโดยการแบ่ง KPI ตาม Funnel ต่างๆ สามารถแบ่งตาม Stage ต่าง ๆ ได้ดังนี้
Awareness KPI
ใช้วัดความสามารถของ Campaign ในการ สร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยเฉพาะช่วงต้นหรือ Top of Funnel (TOF)
Impressions: จำนวนครั้งที่โฆษณาถูกแสดง
Reach: จำนวนผู้ใช้งานที่เข้าถึง
CPM: ต้นทุนต่อ 1,000 Impressions
Video Views: จำนวนการรับชมวิดีโอ
Video Engagement: การมีส่วนร่วมกับ Video Content
Consideration KPI
ใช้วัดว่า Creative และ Audience สามารถ กระตุ้นความสนใจและนำผู้ใช้เข้าสู่เว็บไซต์ ได้มากน้อยเพียงใด ในช่วง Middle of Funnel (MOF)
CTR: อัตราการคลิกโฆษณา
Website Sessions: จำนวน Session ที่เกิดจาก Campaign
Engaged Sessions: Session ที่มี Engagement ตามเกณฑ์ของ GA4
Landing Page Engagement: การมีส่วนร่วมหลังจากเข้าสู่ Landing Page
Conversion KPI
ใช้วัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจาก Campaign และควรเชื่อมโยงกับ Business Objective โดยตรง ที่เป็น Bottom of Funnel (BOF)
Leads: จำนวน Lead ที่เกิดขึ้น
Bookings / Purchases: จำนวนการจองหรือการซื้อ
Conversion Rate: อัตราการเปลี่ยนผู้ใช้เป็น Conversion
CPA / Cost per Conversion: ต้นทุนต่อ Conversion
Conversion Value: มูลค่าที่เกิดจาก Conversion
ROAS: ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา
Beyond Last-Click Measurement
สำหรับ Demand Gen ไม่ควรถูกประเมินจาก Last-click Conversion เพียงอย่างเดียว เพราะ Campaign มีบทบาทในการสร้าง Demand ตั้งแต่ช่วงต้นของ Customer Journey โดย Google มี Measurement Solutions เช่น Brand Lift, Search Lift และ Conversion Lift เพื่อช่วยวัดผลกระทบของ Campaign ในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งด้าน Brand Awareness, Search Interest และ Incremental Conversion เพิ่มเติมอีกด้วย
การเลือก KPI ควรสัมพันธ์กับ Funnel Stage และ Campaign Objective โดย Awareness และ Consideration Metrics ช่วยวิเคราะห์การสร้าง Demand ส่วน Conversion และ Business Metrics ใช้ประเมินผลลัพธ์ทางธุรกิจในท้ายที่สุด

7 สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่ม Demand Gen Campaign
ก่อนจะ Launch Campaign แนะนำให้ทีมตรวจสอบ Checklist ต่อไปนี้
1. Tracking ต้องพร้อม
ตรวจสอบ Google Tag, Conversion Tracking และ Conversion Value ให้ถูกต้อง
2. เตรียม Creative หลากหลาย Format
ควรเตรียมทั้ง Landscape, Square และ Vertical เพื่อรองรับ Placement ที่หลากหลาย
3. ใช้ทั้ง Video และ Image
หากเป็นไปได้ควรมีทั้ง Image และ Video เพื่อเปิดโอกาสให้ระบบเลือก Format ที่เหมาะสม
4. กำหนด Audience Strategy ให้ชัดเจน
อย่าเริ่มจากการ Target ทุกคน แต่ควรมี Hypothesis ว่า Audience ไหนน่าจะมีโอกาส Convert
5. เลือก Conversion Goal ให้ถูกต้อง
Conversion ที่ใช้ Optimize ควรสัมพันธ์กับ Business Objective ที่ทางทีมตั้งหรือกำหนดเอาไว้
6. อย่าเพิ่งรีบแก้ Campaign
หลัง Launch ควรให้ระบบมีเวลาเรียนรู้ก่อนเปลี่ยน Bid, Budget, Audience หรือ Conversion Goal บ่อยเกินไป Google แนะนำให้ระบบมี Conversion Signal เพียงพอก่อนประเมินผลหรือเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ครั้งใหญ่
7. ทดสอบ Creative อย่างต่อเนื่อง
Creative เป็นหัวใจสำคัญของ Demand Gen จึงควรมีการ Test ทั้ง Image, Video, Headline, Offer และ Message อยู่เสมอ

Demand Gen กับ Full-Funnel Strategy: ทำงานร่วมกับ Search และ Performance Max อย่างไร
ในเชิงกลยุทธ์ Demand Gen ไม่จำเป็นต้องถูกมองเป็น Campaign ที่แยกออกจากช่องทางอื่น แต่สามารถทำงานร่วมกับ Search และ Performance Max ภายใน Full-Funnel Strategy เดียวกันได้ โดย Demand Gen ช่วยสร้างและกระตุ้น Demand, Search ช่วยจับ Existing Search Intent และ Performance Max ช่วยขยายโอกาสในการสร้าง Conversion และ Conversion Value ทำให้แต่ละ Campaign มีบทบาทที่แตกต่างกันภายใน Customer Journey ของธุรกิจ
Demand Gen
สร้าง & กระตุ้น Demand
↓
Search
จับ Search Intent
↓
Performance Max
ขยาย Conversion / Conversion Value
↓
Website / Booking Engine
Conversion
ตัวอย่าง Marketing Funnel สำหรับธุรกิจโรงแรมและที่พัก
Campaign / Channel | Funnel Stage | บทบาทหลัก | เป้าหมาย |
Demand Gen | Awareness / Interest | สร้างการรับรู้และกระตุ้นความสนใจในแบรนด์ | เข้าถึงลูกค้าใหม่และสร้าง Demand |
YouTube / Display / Remarketing | Consideration | สร้างความสนใจและเตือนกลุ่มที่เคยมี Interaction กับแบรนด์ | เพิ่ม Engagement และกระตุ้นให้กลับมาพิจารณา |
Search Ads | Intent | จับกลุ่มผู้ที่กำลังค้นหาและมีความต้องการจอง | เพิ่ม Qualified Traffic และ Conversion |
Performance Max | Conversion | ใช้ AI ขยายโอกาสในการเข้าถึงผู้ที่มีแนวโน้ม Conversion ผ่าน Google Ecosystem | เพิ่ม Booking และ Conversion |
Booking Engine | Conversion | รองรับขั้นตอนการจองโดยตรงจากเว็บไซต์โรงแรม | เพิ่ม Direct Booking และลดการพึ่งพา OTA |
แล้วธุรกิจควรใช้ Demand Gen เมื่อไหร่
ธุรกิจควรพิจารณาใช้ Demand Gen เมื่อเป้าหมายไม่ได้มีเพียงการ จับ Search Intent ที่มีอยู่แล้ว แต่ต้องการสร้างความสนใจ เข้าถึง Potential Customers และขยาย Customer Journey ไปยังผู้ใช้ที่ยังไม่ได้ค้นหาสินค้าหรือบริการโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจมี Visual Creative, Audience Data และ Conversion Signals ที่สามารถนำมาใช้ในการ Optimize Campaign ได้
Demand Gen จะเหมาะเมื่อ
Search Volume จำกัด
ต้องการสร้าง Demand ใหม่
มี Visual Content
ต้องการ New Audience
มี Tracking พร้อม
มี Budget เพียงพอ
มี Conversion Data
Demand Gen อาจยังไม่ใช่ Priority เมื่อ
Search Demand สูงมาก
Search ทำ Conversion ได้ดีอยู่แล้ว
ไม่มี Creative ที่ดี
Tracking ยังไม่พร้อม
Conversion Volume ต่ำมาก
Budget จำกัดมาก
สรุป: Demand Gen 101
Demand Gen คือ Google Ads Campaign ที่เน้น การสร้าง Demand และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิด Action ผ่าน Visual Advertising
จุดเด่นของ Demand Gen คือการเข้าถึงผู้ใช้ผ่าน YouTube, YouTube Shorts, Discover, Gmail และ Google Display Network พร้อมใช้ Google AI ช่วยเลือก Audience, Creative และ Placement ที่มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ได้ดีที่สุด
สิ่งสำคัญคือ Demand Gen ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง Campaign สำหรับ Awareness เท่านั้น เพราะสามารถ Optimize เพื่อ Clicks, Conversions และ Conversion Value ได้เช่นกัน
สำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้าง Brand, เปิดตลาดใหม่, เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ หรือกระตุ้นให้ผู้บริโภคที่ยังไม่ได้ Search เริ่มสนใจสินค้าและบริการ Demand Gen สามารถเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ Google Ads Strategy ได้
โดยเฉพาะในปี 2026 ที่ Google กำลังรวม Google Display Network เข้ากับ Demand Gen มากขึ้น ทำให้บทบาทของ Campaign นี้มีแนวโน้มสำคัญมากขึ้นใน Google Ads Ecosystem
𝐀𝐄𝐂 𝐃𝐢𝐠𝐢𝐭𝐚𝐥 𝐒𝐞𝐫𝐯𝐢𝐜𝐞𝐬 พร้อมให้คำปรึกษาและแนะแนวทางสำหรับธุรกิจของคุณ
»» สนใจติดต่อสอบถามหรือปรึกษา ««
𝐀𝐄𝐂 𝐃𝐢𝐠𝐢𝐭𝐚𝐥 𝐒𝐞𝐫𝐯𝐢𝐜𝐞𝐬
▶️ Tel: 098 251 9491
▶️ Inbox: m.me/aecdigitalservices
▶️ Email: info@aecdigitalservices.com
▶️ Website: www.aecdigitalservices.com




Comments